ดินคือรากฐานของชีวิตเกษตรกร

     ดินเกิดจากการผุพังสลายตัวของหินและแร่ ผสมกับซากพืชซากสัตว์ที่ตายทับถมกันเป็นเวลาหลายล้านปี หลังจากเปิดป่าใหม่ๆ ดินยังอุดมสมบูรณ์ปลูกพืชลงไปก็จะงามและให้ผลผลิตสูง แต่ถ้าปลูกพืชติดต่อกันหลายๆปี ไม่มีการปรับปรุงบำรุงดิน ดินจะเสื่อมโทรม เพราะอินทรียวัตถุและธาตุอาหารพืชในดินหมดไป ดินจะแน่นทึบจนพืชที่ปลูกไม่สามารถเจริญงอกงามและให้ผลผลิตสูงได้อีกต่อไป

     ดินเป็นแหล่งปัจจัย 4 ของมนุษย์ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ดินมีความสำคัญต่อพืช เพราะเป็นที่ยึดเกาะของรากพืช ให้อากาศแก่รากพืชที่ใช้ในการหายใจ ให้ธาตุอาหารและน้ำใช้ในการเจริญเติบโต ดินยังเปรียบเสมือนเครื่องกรองที่มีชีวิตที่ช่วยกำจัดของเสีย ทั้งในรูปของแข็งและของเหลว เป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ซึ่งทำหน้าที่เปลี่ยนสารประกอบต่างๆ ให้ไปอยู่ในรูปที่พืชใช้ประโยชน์ได้

 ลักษณะของดิน

    ดินทราย : เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือ เมื่อชื้นกำเป็นก้อนได้หลวมๆ พอสัมผัสก็แตกออก คลึงให้เป็นแท่งไม่ได้

    ดินร่วนปนทราย : เมื่อแห้งจับตัวเป็นก้อน แต่บีบแตกได้ง่าย เมื่อชื้นกำให้เป็นก้อนได้ แต่แตกได้ง่ายเมื่อเขย่ามือ หรือนำดินมาคลึงระหว่างนิ้วชี้กับหัวแม่มือะได้แท่งดินสั้นๆ ยาวไม่ถึง 1 ซม.

    ดินร่วน : เมื่อแห้งจับตัวเป็นก้อนแข็งพอประมาณ ขณะชื้นกำให้เป็นก้อนได้แต่จะแตกออกเมื่อเขย่ามือแรงๆ หรือนำมาคลึงระหว่างนิ้วชี้กับหัวแม่มือได้แท่งดินยาวไม่เกิน 1 ซม. หรือเมื่อบีบระหว่างนิ้วชี้กับหัวแม่มือ จะเกิดเป็นแผ่นแต่มีรอยร้าวหรือแตกได้ง่าย

    ดินเหนียวและดินร่วนเหนียว : เมื่อแห้งเกาะตัวเป็นก้อนแข็ง เมื่อชื้นนำดินมาคลึงระหว่างนิ้วชี้และหัวแม่มือแท่งดินยาวเกิน 1 ซม. หรือปั้นเป็นดินรูปต่างๆ ได้

 ส่วนประกอบของดิน

     - อนินทรียวัตถุ เป็นส่วนที่ได้จากการผุสลายตัวของแร่และหิน

     - เป็นแหล่งธาตุอาหารพืชที่สำคัญที่สุด ดินส่วนใหญ่ที่ใช้ปลูกพืชในประเทศไทยมีอนินทรีย์วัตถุเป็นส่วนประกอบถึงร้อยละ 97-99 ของน้ำหนักแห้งของดิน

     - อินทรีย์วัตถุ เป็นส่วนที่ได้จากการเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวของเศษซากพืชและสัตว์ที่ทับถมกันอยู่ในดิน อินทรียวัตถุมีปริมาณธาตุอาหารพืชอยู่น้อย แต่มีความสำคัญในการทำให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ระบายน้ำและถ่ายเทอากาศได้ดี ทั้งยังเป็นแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ ดินส่วนใหญ่ที่ใช้เพาะปลูกพืชในประเทศไทยมีอินทรียวัตถุอยู่เพียงร้อยละ 1-3 ของน้ำหนักแห้งของดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน ดินส่วนใหญ่มีอินทรียวัตถุต่ำมาก (น้อยกว่าร้อยละ 1) จึงควรให้ความสำคัญต่อการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน

     - น้ำในดิน ทำหน้าที่ช่วยละลายธาตุอาหารพืชในดิน และจำเป็นสำหรับใช้ในการเคลื่อนย้ายธาตุอาหารและสารประกอบต่างๆ ในต้นพืช

     - อากาศในดิน ทำหน้าที่ให้อ๊อกซิเจนแก่รากพืชและจุลินทรีย์ดินสำหรับใช้ในการหายใจ

 ความเป็นกรด-ด่างของดิน

ดินเป็นกรด

     หมายถึง ดินที่มีสภาพทางเคมีคล้ายกรดอ่อน เช่น กรดน้ำส้มสายชู ดินที่มีสภาพเป็นกรดมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและเป็นสาเหตุหลักของโรคเชื้อราในพืช เพราะเชื้อราจะเติบโตได้ดี ในดินที่มีสภาพเป็นกรด การใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยเคมีไม่สามารถแก้ปัญหาดินกรดได้ยิ่งเป็นการเพิ่มความรุนแรงของเชื้อรา การที่เราจะกำจัดเชื้อราในดินให้หมดไปคือการแก้ปัญหาดินกรดให้ได้เพื่อตัดวงจรการเจริญเติบโตของเชื้อรา ค่าความเป็นกรด-ด่างของดินถือได้ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผลผลิตเนื่องจากพืชส่วนมากจะเจริญเติบโตได้ดีในสภาพที่ดินมีค่าเป็นกลาง

                  รูปที่1 แสดงดินมีค่าเป็นกรดรุนแรง

ดินเป็นด่าง

     หมายความว่าดินที่มีปริมาณของส่วนที่เป็นกรดน้อยกว่าสารที่เป็นด่าง ค่าความเป็นกรด-ด่างของดินมีความรุนแรงต่างกัน การที่จะรู้ได้ว่าค่าความเป็นกรด-ด่าง มีค่าความรุนแรงระดับใดสามารถวัดได้ 2 วิธีคือ

วิธีที่1 : เป็นการวัดด้วยเครื่องวัดที่เรียกว่า pH meter อ่านค่าเป็นตัวเลข

                  รูปที่2 แสดงดินมีค่าเป็นกลาง

วิธีที่2 : เป็นการวัดด้วยน้ำยาเปลี่ยนสี่ อ่านค่าโดยการเทียบสี